top of page
ค้นหา

(ภาคหลัง) ความเป็นมาก่อนการก่อตั้งร้านทอง ต้นมะขามช่างทอง

tmk family

ต้นฉบับภาษาจีน จากเรื่อง ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม (หนังสือพิมพ์จีน เอเซียนิวส์ไทม์)

วันที่ 2 เดือนมีนาคม 2015


ภาคหลัง


ในคืนวันหนึ่ง คุณตาคุณยายได้นั่งปรึกษากันอย่างเงียบๆ ท่านทั้งสองต่างก็คิดกันว่า ได้เดินทางมาทำมาหากินอยู่ที่ประเทศไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว เงินทองที่หามาได้นับว่ามีอยู่ไม่น้อย ลูกชายคนเล็กก็อายุ 11 ปีแล้ว แต่อยู่ที่บ้านนอกไม่มีที่เรียนภาษาจีน หากจะให้ลูกเรียนภาษาจีน จะต้องส่งลูกเข้าไปเรียนยังโรงเรียนจีน จิ้นเต๋อกงเซี่ยวที่กรุงเทพฯ ซึ่งคุณตาคุณยาย เคยส่งบุตรสาวคนโตไปเรียนที่โรงเรียนนี้ถึง 8 ปี ลูกสาวต้องไปพักอยู่กับบ้านญาติที่สำเพ็ง กว่าจะกลับบ้านได้ก็ต่อเมื่อปิดภาคเรียน ซึ่งในแต่ละปีก็จะกลับบ้านได้เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น คุณยายจึงไม่อยากให้ลูกชายต้องไปอยู่ห่างไกลกันเช่นนี้อีก และยังจะต้องเตรียมใจในเรื่องลูกชายจะต้องไปจับใบดำใบแดงเพื่อเกณฑ์ทหารอีกด้วย เพราะการเกณฑ์ทหารถือเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคน ถึงแม้ลูกชายจะไม่ได้แจ้งเกิดที่อำเภอก็ตาม แต่ยุคสมัยนั้น รัฐบาลไทยมีนโยบายกีดกันชาวจีนโพ้นทะเล ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลที่มาใช้ชีวิตอยู่ในไทยต่างก็อยู่ในสภาพขวัญหนีดีฟ่อร่ำไป การดำเนินชีวิตเช่นนี้ดูจะน่าเหน็ดเหนื่อยเกินไป เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ก็ย่อมอุ่นใจสู้บ้านเกิดเมืองนอนของตนเองไม่ได้ ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดที่เมืองจีนของคุณตาคุณยายนับวันยิ่งมีมากขึ้นทุกที ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่บ้านเกิดในประเทศจีน จะว่าไปแล้ว หากท่านเดินทางกลับบ้านเกิดในตอนนี้ ก็นับว่ากลับไปอย่างสมภาคภูมิ เพราะมีเงินทองฐานะร่ำรวย เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว จะมัวรีรอลังเลอะไรเล่า แต่เพราะคุณตาคุณยายคิดถึงกิจการร้านทองที่การค้ากำลังเจริญรุ่งเรือง จะเลิกราทิ้งไปในขณะนี้ก็น่าเสียดายมิใช่น้อย แต่อย่างน้อยลูกสาวคนโตที่ออกเรือนไปมีครอบครัว ก็ได้สร้างฐานะอย่างมั่นคง โดยได้เปิดร้านทองต้นมะขามอีกแห่งหนึ่ง กิจการค้าก็เจริญรุ่งเรืองไปได้ด้วยดี คุณตาจึงคิดจะยกร้านทองนี้ให้บุตรสาวคนโตเป็นคนดำเนินกิจการต่อไป เพื่อเป็นการรักษาและสืบทอดร้านทอง “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” นี้ให้คงอยู่สืบไปยังชั่วลูกชั่วหลาน


ด้วยเหตุนี้เอง ก่อนที่จีนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณประชาชนจีน (ค.ศ. 1949) 12 ปี คุณตาคุณยายก็เดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีน ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ต่อถิ่นทำกินและความตื่นเต้นยินดีที่จะได้กลับสู่บ้านเกิด คุณตาได้รวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดกลับไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินสด เพชรนิลจินดา ทองคำแท่งและเครื่องประดับทองคำต่างๆ รวมทั้งพาลูกสาวคนสุดท้องและลูกชายคนเดียวกลับไปด้วย ทิ้งไว้แต่ร้านทอง “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” และห้องทำงานตีทองอันว่างเปล่า ที่ท่านมอบไว้เป็นสมบัติให้ลูกสาวคนโตเป็นคนสืบทอดกิจการต่อไป


ในช่วงที่คุณตาคุณยายเดินทางกลับบ้านเกิดนั้น ตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน ทั่วทั้งแผ่นดินจีนเต็มไปด้วยภัยสงครามอันคุกรุ่น ผนวกกับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋งอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะการณ์เช่นนี้ ประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อย่างไร


เมื่อคุณตากลับมาถึงบ้านเกิดแล้ว ท่านก็ได้นำเครื่องประดับทองคำเกือบจะทั้งหมดไปขาย เมื่อได้เงินสดมาก้อนหนึ่ง จึงนำมาซื้อที่ดินผืนใหญ่ในหมู่บ้าน โดยหวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะใช้ชีวิตที่มั่งมีศรีสุขในบ้านเกิดอย่างสุขสงบ การรุกรานประเทศจีนของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นไม่มีผลกระทบมากมายต่อพื้นที่ห่างไกลในชนบทของจีนนัก คุณตาคุณยายนับว่าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในหมู่บ้านชนบทของจีนอยู่หลายปี คุณยายเป็นผู้หญิงเก่ง จึงเป็นหลักในการดูแลครอบครัว ส่วนคุณตาก็ปล่อยวางทุกสิ่งอย่าง ไม่สนใจใยดีอะไรทั้งสิ้น กิจกรรมประจำวันของคุณตาก็คือ อ่านหนังสือแล้วก็พักผ่อน บ้างก็ไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านหรือเล่นไพ่นกกระจอกบ้างเป็นครั้งคราว คุณตาคุณยายได้แต่ห่วงใยเรื่องการสืบทอดวงค์ตระกูล ดังนั้น เมื่อลูกชายอายุได้ 15 ปี คุณตาคุณยายก็หาลูกสะใภ้เพื่อแต่งงานกับลูกชาย แม้ขณะนั้นลูกชายแม้จะอายุยังน้อย แต่ลูกชายก็ยืนหยัดในหลักการไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่เป็นซากความคิดแบบศักดินานิยมเช่นนี้ ลูกชายจึงไม่สนใจใยดีต่อสิ่งที่คุณตาคุณยายจัดการให้ เขาและพี่สาวที่เดินทางกลับมาจากประเทศไทยด้วยกัน ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสืออยู่ในนครกวางเจาต่อไป


ในขณะนั้นเอง กระแสความคิดทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่ตลอดจนหมู่บ้านเล็กๆในชนบทก็ตาม ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งที่กำลังอ่อนแรงก็พยายามดิ้นสู้ในเฮือกสุดท้าย ปี ค.ศ. 1949 พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้อย่างราบคาบ เจียงไคเช็คและสมุนพรรคพวกพากันหลบหนีออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ และไปตั้งรกรากที่เกาะไต้หวัน


พรรคคอมมิวนิสต์ชนะแล้ว! ประเทศจีนได้รับการปลดแอกทั่วทั้งประเทศแล้ว! ช่างเป็นเรื่องตื่นเต้นน่าเร้าใจเสียนี่กระไร คนจนมีโอกาสลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สังคมจีนจะสามารถก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกวาดล้างและโค่นล้มทุนนิยมที่มีอยู่ในสังคมจีนให้หมดสิ้นไปก่อน พรรคคอมมิวนิสต์จึงผลักดันนโยบายกวาดล้างนายทุนเจ้าที่ดินครั้งใหญ่ ทำให้ประชาชนยากไร้ที่อยู่ในชนบทห่างไกล เมื่อได้รับฟังนโยบายดังกล่าวก็เข้าใจว่า ความยากจนและชีวิตไร้ยากที่ผ่านมาของพวกเขา ก็เพราะเกิดจากการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าที่ดินที่ร่ำรวย ทำให้คนยากจนเหล่านี้เกิดการเคียดแค้นชิงชังเจ้าที่ดินเป็นอย่างมาก ความรู้สึกสำหรับคุณตาคุณยายแล้ว การปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมือนฟ้าถล่มทลายก็มิปาน สถานภาพของคุณตาคุณยายตาลปัดไปในชั่วพริบตา มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว อกสั่นขวัญแขวน และเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ตามติดมาคือ บ้านของท่านถูกรื้อค้นครั้งแล้วครั้งเล่า การถูกจับไปวิพากษ์อย่างรุนแรง ทั้งนี้เพราะคุณตาคุณยายถูกจัดอยู่ในกลุ่มชาวนาที่ร่ำรวย หลังจากจีนปลดแอกแล้ว สถานภาพของการเป็นชนชั้นชาวนาร่ำรวย ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการยอมรับในสังคมแล้ว ยังถูกยัดเยียดให้เป็นพวกปฏิปักษ์ของสังคม ที่สมควรจะต้องได้รับการลงโทษอย่างหนักหน่วง โดยไม่ให้มีโอกาสได้กลับมามีที่ยืนในสังคมอีกตลอดไป


นับเป็นช่วงชีวิตที่มืดมิดและเลวร้ายที่สุดในชีวิตของคุณตาคุณยาย ทั้งสองท่านจึงดูแก่และทรุดโทรมไปในพริบตา ทุกวันตายายจะเก็บตัวเงียบกริบอยู่ในบ้านด้วยความรู้สึกวิตกกังวล และทุกครั้งที่มีกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อการโค่นล้มบรรดาชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ เช่น การเคลื่อนใหว “3 ต่อต้าน 5 ต่อต้าน” และแน่นอนว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องมาถึงตัวคุณตาคุณยายทุกครั้งไป คุณตาคุณยายถูกลากตัวไปประจานทั่วหมู่บ้าน ตั้งแต่ต้นหมู่บ้านจนท้ายหมู่บ้าน แล้วจับตัวท่านทั้งสองให้นั่งคุกเข่าบนเวทีที่จัดทำไว้ หลังจากนั้นก็จะบังคับให้คุณตาคุณยายพูดสารภาพว่าได้กระทำความผิดอะไรบ้างต่อขบวนการปฏิวัติทางชนชั้น ซึ่งท่านทั้งสองคิดแล้วคิดอีก ก็คิดไม่ออกว่าพวกท่านได้เคยทำอะไรที่เรียกว่าเป็นความผิดเลย เพียงแต่ท่านได้นำเงินที่หามาได้จากช่วงที่ทำร้านทองที่ประเทศไทย แล้วนำมาซื้อที่ดินผืนใหญ่ หลังจากนั้นก็มีรายได้เลี้ยงชีพจากค่าเช่าที่ดิน พวกท่านไม่เคยทำผิดอะไรเลย จะยอมรับความผิดได้อย่างไรเล่า หลังจากนั้น บ้านของคุณตาคุณยายก็ถูกกลุ่มบุคคลบุกเข้ารื้อค้นและยึดสิ่งของมีค่าไปไม่เว้นวัน จนในบ้านไม่หลงเหลืออะไรเลย แม้กระทั่งลูกสะใภ้ที่ท่านขอมาให้แต่งงานกับลูกชาย ก็ถูกลากตัวไปสอบสวนประจานและทุบตีต่อทีสาธารณะด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการให้คุณยายบอกที่ซุกซ่อนว่าได้นำทองคำที่นำติดตัวจากประเทศไทยไปซุกซ่อนไว้ที่ใด ปรากฎว่าที่น่าตกใจคือกลุ่มคนที่ทุบตีคุณตาคุณยายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นญาติสนิทมิตรสหายของครอบครัวคุณตาคุณยายทั้งสิ้น คุณตาถูกเฆี่ยนตีจนแทบสิ้นสติทุกครั้ง จนคุณตาต้องร้องอ้อนวอนขอชีวิต แต่คุณยายกลับปิดปากเงียบกริบ แม้จะถูกโบยตีอย่างหนักหนาสาหัสจนแทบสิ้นลมหายใจไปก็ตาม แต่คุณยายก็ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ กลุ่มคนบ้านคลั่งเหล่านี้ จึงลงมือขุดหาทองที่คิดว่าอาจจะฝังไว้ใต้ดินตรงมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน แต่ขุดจนรอบบ้านก็ไม่เจอทองคำแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว (ตราบจนทุกวันนี้ลูกหลานคุณยายก็ยังไม่แน่ใจว่า จริงๆ แล้วคุณยายยังมีทองคำเหลืออยู่จริงหรือไม่) สองตายายไม่มีใครจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเลย ทั้งสองได้แต่นั่งรอคอยว่าจะมีใครมาลากตัวออกไปเฆี่ยนตีอีก จึงมีแต่ความหวาดกลัว คุณตาคุณยายคิดไม่ตกจริงๆว่า ท่านทั้งสองไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ประเทศไทยด้วยสองมือเปล่า กระทั่ง 20 ปีผ่านไป เมื่อมีเงินทองจำนวนหนึ่งจึงคิดจะนำกลับบ้านเกิดที่จีน เพื่อสร้างหลักปักฐานในบั้นปลายของชีวิต จึงได้นำเงินทองที่หามาได้จากประเทศไทยทั้งหมดไปซื้อเป็นที่ดินผืนใหญ่เพื่อจะมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างเรียบง่ายจากการเก็บค่าเช่าที่ดิน นี่หรือคือความผิดที่ใหญ่หลวง จะโบยตีให้ตาย คุณยายก็ไม่ยอมรับว่านี่คือการกระทำความผิด ส่วนคุณตาก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทั้งวัน คิดจะหนีก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปอยู่ที่ใด จะหนีขึ้นสู่ท้องฟ้าหรือมุดลงใต้ดิน ล้วนแต่ไม่มีหนทางให้เลือกเดินจริงๆ คุณตาอธิษฐานขอให้ฟ้าดินโปรดประทานความช่วยเหลือ แต่ปาฏิหารย์ก็ไม่เกิดขึ้นสักที คุณตาได้แต่น้ำตาตกใน อกตรมระทมขมขื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนคุณยายก็ไม่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรมเหล่านี้แม้แต่น้อย คุณยายเชิดหน้านิ่งปิดปากเงียบสนิท การถูกโบยตีในครั้งสุดท้าย คุณตาตัวสั่นงันงก และเมื่อแรงหวดจากไม้โบยตีลงบนตัวคุณตาครั้งสุดท้าย คุณตาก็ดูเหมือนจะหมดสติไป


และในค่ำคืนอันมืดมิดนั่นเอง คุณตาคุณยายตัดสินใจที่จะจบชีวิตที่น่าเจ็บปวดไว้เพียงเท่านี้ คุณยายจัดการอาบน้ำแต่งตัวอย่างหมดจรด มัดเกล้าผมมวยอย่างแน่นหนา เลือกสวมชุดผ้าต่วนเงางามเหมือนมีงานมงคล คุณยายมองจับจ้องที่คุณตาด้วยสายตาที่มุ่งมั่น แล้วค่อยๆพยุงร่างของคุณตาให้นั่งลงบนเก้าอี้ สายตามองร่างที่ไร้ลมหายใจของคุณตา แล้วคุณยายก็เรียกลูกสะใภ้ซึ่งเป็นเพียงลูกสะใภ้ในนาม เช่นกัน ลูกสะใภ้ก็ถูกทำร้ายด้วยการโบยตีและได้จากโลกนี้ไปแล้ว คุณยายในยามนี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อยเลย คุณยายรู้สึกตัวเองได้รับการปลดปล่อย โล่ง เบา สงบและผ่อนคลาย ใช่แล้ว คุณยายก็ได้จากไปแล้วเช่นกัน


สิ่งที่เป็นเครื่องปลอบประโลมใจในช่วงมืดมนของชีวิตของคุณตาคุณยายก็คือ ลูกชายคนเล็กหรือน้าชายของอาจารย์อมรสิริ สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือความโหดร้ายของขบวนการที่เรียกว่าการปลดแอกทางชนชั้นนี้ไปได้ เพราะว่าเขาปฏิเสธการแต่งงานแบบคลุมถุงชน น้าชายจึงหาเงื่อนไขเรื่องการเล่าเรียนเป็นเหตุให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนครกวางเจาจนแทบจะไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย และนี่จึงเป็นสาเหตุที่น้าชายหลุดรอดไปจากเคราะห์กรรมนี้ได้ ซึ่งเมื่อน้าชายทราบข่าวของพ่อแม่และเขาก็เป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มคนบ้าคลั่งในหมู่บ้าน น้าชายจึงไม่สามารถกลับไปที่บ้านในชนบทได้อีกเลย ต่อมาน้าชายได้เดินทางไปสอนหนังสือที่ฮ่องกง ขณะนั้นน้าชายอายุราว 20 ปี หลังจากนั้นน้าชายได้ย้ายไปที่ไต้หวัน และสร้างหลักปักฐานอยู่ที่ไต้หวัน ตราบจนทุกวันนี้ คุณตาคุณยายไม่รู้เลยว่าลูกชายคนเดียวของท่านนั้นไปอยู่ที่แห่งหนตำบลใด รู้แต่ว่าได้ไปอยู่ในดินแดนอันแสนไกลโพ้น แต่คุณตาคุณยายก็รู้สึกวางใจ และจากไปอย่างไม่มีกังวลในเรื่องนี้เลย


น้าชายรู้สึกเจ็บปวดท้อใจกับเคราะห์กรรมของคุณตาคุณยายเป็นอย่างยิ่ง ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้เสียดแทงลึกลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก ทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงตับไตไส้พุง แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนของน้าชาย ในที่สุดบาดแผลอันร้าวลึกนี้ก็ค่อยๆถูกฝืนกล้ำกลืนไว้ภายใน น้าชายตัดสินใจที่จะต้องมีชีวิตต่อไป เพราะว่าชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ และวันพรุ่งนี้เขาจะต้องมีชีวิตที่ดีและมีความสุขกว่านี้ และมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีมีความสง่างามกว่านี้ และในที่สุด ก็เป็นไปตามที่น้าชายได้ตั้งมั่นเอาไว้ น้าชายยึดอาชีพการเป็นครูสอนหนังสือมาตลอดทั้งชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น มีคู่ชีวิตที่ดีงาม น้าชายในวัย 80 ปีในวันนี้ ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง สำหรับโศกนาฏกรรมของพ่อแม่ และการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของญาติมิตรที่บ้านเกิดในหมู่บ้านชนบท น้าชายได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ การแผ่เมตตา ให้อภัย ไม่คิดผูกใจเจ็บอาฆาตพยาบาท จิตใจเยือกเย็นดั่งสายน้ำ ปัจจุบันน้าชายยังคงเดินทางแวะเวียนมาเมืองไทยเพื่อเยี่ยมพี่สาวสองคน หลานๆ ที่อยู่ทางเมืองไทยต่างก็ให้ความเคารพน้าชายท่านนี้อย่างมาก ทุกครั้งเมื่อพี่น้องได้พบหน้ากัน เมื่อคิดถึงเคราะห์กรรมที่พ่อแม่ต้องประสบพบเจอที่บ้านเกิดในเมืองจีน ทุกคนต่างก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ จนต้องหลั่งน้ำตาทุกครั้งไป ซึ่งต่างพูดปลอบใจกันว่า ถือว่าเป็นชะตาชีวิตของพ่อแม่ที่เดินผิดไปเพียงก้าวเดียว ที่คิดกลับไปยังบ้านเกิด มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้าชายได้พาอาจารย์อมรสิริพร้อมพี่น้องสิบกว่าคน เดินทางกลับไปไหว้บรรพบุรุษยังบ้านเกิดที่หมู่บ้านชนบทในจีน ปรากฏว่าเมื่อคนในหมู่บ้านและญาติมิตรทราบข่าว ต่างก็มาตั้งแถวรอรับถึงหน้าหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างอบอุ่น น้าชายได้พูดกับบรรดาหลายๆว่า ก็คนกลุ่มนี้แหละ ที่ทำการโบยตีทุบทำร้ายคุณตาคุณยาย แต่เรื่องต่างๆ มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีต เมื่อมีโอกาสได้มาพบหน้ากัน รอยยิ้มก็สยบศัตรูไปได้ จึงไม่อยากให้หยิบยกเรื่องราวในอดีตขึ้นมาพูดอีก ทุกวันนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านนับว่าดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย มีชีวิตที่ไม่ขาดแคลนในเรื่องของปัจจัยสี่อีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้คงต้องยกความดีให้กับนโยบายด้านเศรษฐกิจ “เสี่ยวคัง” คือนโยบายที่ทำให้ประชาชนมีอยู่มีกินอย่างถ้วนหน้าของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งนับว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะทำให้ทุกคนมีงานทำ ทุกบ้านมีที่ดินทำกิน ทุกครัวเรือนมีอาหารเพียงพอและยังมีผลิตผลเหลือไว้ขายอีกด้วย ในตะกร้าจ่ายตลาดของชาวบ้านทุกคน มีทั้งเนื้อและปลา ในการเป๋ามีเงินทองพอเพียงในการใช้จ่าย ประชาชนทุกคนย่อมพึงพอใจต่อชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ ไม่ต้องคอยระแวดระวังภัยที่จะทำร้ายกันเหมือนเมื่อก่อนนี้อีกต่อไป


ก่อนที่คุณตาคุณยายจะย้ายกลับไปที่บ้านเกิดในชนบทของจีน คุณตาคุณยายได้ยกกิจการร้านทองต้นมะขามให้กับลูกสาวคนโตและลูกเขย (บิดามารดาของอาจารย์อมรสิริ) หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีนอย่างวางใจ สำหรับลูกสาวคนโตซึ่งได้เปิดกิจการร้านทองเล็กๆ เป็นของตัวเองหลังจากออกเรือนมีครอบครัวไป เมื่อได้รับการสืบทอดกิจการ เธอจึงให้ความสำคัญกับร้านทองใต้ต้นมะขามที่มีอายุร่วมร้อยปีของคุณตาคุณยายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเธอเชื่อว่าต้นมะขามนี่เองที่นำพาความเป็นสิริมงคล ความมั่งคั่ง และความราบรื่นผาสุกมาสู่ครอบครัวของเธอ และแล้วเธอจึงได้ทำป้ายชื่อร้านทองขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการว่า “ร้านตีทองต้นมะขาม” สินค้าเครื่องทองของร้านนี้ทุกชิ้นจะตีตราสัญลักษณ์ต้นมะขาม หลังจากที่มารดาของ อาจารย์อมรสิริรับสืบทอดกิจการมาบริหารจัดการแทนแล้ว มารดาอาจารย์อมรสิริก็บริการจัดการต่อจากพื้นฐานที่คุณตาคุณยายได้สร้างไว้ให้อย่างจริงจัง บวกกับความเฉลียวฉลาดและขยันหมั่นเพียร ทำให้ครอบครัวอาจารย์อมรสิริมีความร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถส่งเสียให้พี่น้อง 8 คน ของอาจารย์อมรสิริได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับสูง รวมทั้งยังสามารถช่วยเหลือจุนเจือญาติมิตรที่บ้านเกิดในประเทศจีนอีกด้วย


พี่สาวคนโตของอาจารย์อมรสิริ สมัครใจที่จะช่วยเหลือการค้าของครอบครัว และดูแลน้องๆ อีก 7 คน ต่อมาเมื่อกิจการตกทอดมาถึงรุ่นอาจารย์อมรสิริและรุ่นลูกหลาน (รุ่น3 และรุ่น4) ทุกรุ่นที่รับสืบทอดกิจการต่างก็สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องด้วยความคุ้นเคย ผนวกเข้ากับระดับการศึกษาและสาขาวิชาที่รุ่นลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียนมา เมื่อลูกหลานเหล่านี้ได้นำความรู้สมัยใหม่ในการบริหารจัดการมาปรับใช้กับกิจการ ก็ยิ่งเป็นส่วนเสริมให้กิจการของร้านทองเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วปัจจุบันในห้างสรรพสินค้าชั้นนำขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร จะมีสาขาของร้านทองต้นมะขามไปเปิดเกือบทุกแห่ง ส่วนสินค้า นอกจากจะเป็นเครื่องประดับทองคำแล้ว ยังมีเครื่องประดับเพชร พลอยอื่นๆ อีกด้วย เมื่อทองทำประดับด้วยอัญมณีที่ล้ำค่าก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า และความสวยงามที่โดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งฝีมือการทำเครื่องประดับทองคำที่ปราณีต ยิ่งทำให้สินค้าของร้านทองแห่งนี้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบของลูกค้าในวงกว้าง ลูกค้าของร้านทองต้นมะขาม จึงไม่ใช่แต่คุณนายแม่บ้านในละแวกใกล้เคียงในตัวเมืองเล็กๆอีกต่อไป ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นสตรีในเมืองใหญ่ทุกระดับ ขอบเขตของตลาดก็ขยายออกไป กิจการของร้านทองต้นมะขามจึงขยายใหญ่โตกว่าสมัยรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ไปมาก เรียกได้ว่าคนรุ่นหลังล้ำหน้ากว่าบรรพบุรุษไปแล้ว


แต่ลูกหลานทุกคนต่างก็ไม่รู้ดีว่า ความมั่งคั่งร่ำรวยของตระกูล ได้เกิดขึ้นด้วยการสร้างรากฐานจากน้ำพักน้ำแรงของคุณตาคุณยาย อีกทั้งต้นมะขามร้อยปีที่หน้าร้านทอง ที่นำพาความร่มเย็น ความเป็นสิริมงคลมั่งคั่งร่ำรวยมาให้


สำหรับการเฉลิมฉลองร้านทองต้นมะขามของคุณตาคุณยายที่มีอายุครบ 114 ปีในปี ค.ศ. 2015นี้ ครอบครัวของอาจารย์อมรสิริได้สร้างอาคารอเนกประสงค์ขึ้นที่บริเวณหน้าวัดใกล้ๆกับร้านทองต้นมะขามของคุณตา ที่หน้าอาคารมีป้ายเขียนติดไว้ว่า “อาคาร 114 ปี ต้นมะขามช่างทอง” ซึ่งมีพิธีเปิดอาคารไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ของการสร้างอาคารหลังนี้ก็เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชนและของรัฐบาลท้องถิ่น ดังคำพูดที่ว่า “ความมั่งคั่งร่ำรวยได้มาจากสังคม ควรที่จะคืนกำไรแก่สังคม”


คุณตาคุณยายที่นั่งเฝ้ามองลูกหลานอยู่บนสวรรค์ ได้เห็นลูกหลานของท่านที่ปฏิบัติตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมเช่นนี้ เชื่อว่าท่านคงจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขอย่างแน่นอน


tmk

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page