เรื่องราวความเป็นมาก่อนการก่อตั้งร้านทอง ต้นมะขามช่างทอง
- Shane Watanatada
- 11 ก.ค.
- ยาว 2 นาที

ต้นฉบับภาษาจีน จากเรื่อง ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม (หนังสือพิมพ์จีน เอเซียนิวส์ไทม์)
วันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ 2015
แปลไทยโดย วิภาวรรณ สุนทรจามร
ภาคแรก
หากจะกล่าวว่า “ชีวิตคือเวทีละคร” หรือ ชีวิตคือฉากหนึ่งในละคร หรืออาจจะมีคนพูดว่า ชีวิตก็เหมือนบทหนึ่งในหนังสือนวนิยาย ถ้าเช่นนั้น เรื่องราวของตระกูลหนึ่งก็อาจเปรียบได้กับนวนิยายเรื่องราว เป็นละครเวทีที่มีบทและตอนต่อเนื่องกันหลายสิบตอน เช่นเดียวกันเรื่อง “ซื่อซื่อถงถัง” (คนสี่รุ่นในใต้ชายคาเดียวกัน) บทละครพูดที่เขียนโดย เหลาเส่อ แต่สำหรับเรื่องราวของตระกูลหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนถึงนี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันหลากหลายทางสังคม ตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองจนถึงจุดล่มสลายของคนสี่รุ่นในใต้ชายคาเดียวกัน เช่นเดียวกับบทละครของเหลาเส่อก็ตาม แต่ตระกูลที่ข้าพเจ้าจะเขียนถึงนี้ นับจากต้นตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจนปัจจุบันก็มีความยาวนานกว่าร้อยปีและมีลูกหลานสืบทอดมาสี่ชั่วอายุคนแล้วเช่นเดียวกัน รวมทั้งยังมีเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงในช่วงชีวิตของตัวละครที่น่าซาบซึ้งใจมากมายที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง ดังเรื่องที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงต่อไปนี้
อาจารย์อมรสิริเป็นเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของข้าพเจ้ามาเกือบ 30 ปี เธอเป็นรุ่นน้องที่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตรจารย์เหมือนกับข้าพเจ้า เรานั่งทำงานในอาคารเดียวกันและชั้นเดียวกัน พบหน้ากันทุกเช้าค่ำ สนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าทำงานที่นี่มาสามสิบปี การได้ทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุข แก้ปัญหาสารพัดกับเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่หรือรุ่นน้องมากมาย ที่ผ่านมา ข้าพเจ้ายังไม่เคยเกิดปัญหาความขัดแย้งกันใครเลย สิ่งนี้นับว่าเป็นโชควาสนาของข้าพเจ้าโดยแท้ก็ว่าได้ ที่ได้ทำงานท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่รักใคร่สนิทสนมปานพี่น้องเช่นนี้
อาจารย์อมรสิริสอนอยู่ในภาควิชาภาษาต่างประเทศเช่นเดียวกับข้าพเจ้า เธอรับผิดชอบการสอนภาษาฝรั่งเศษ ส่วนข้าพเจ้าสอนภาษาจีน ยามว่างจากการสอน เรามักนั่งคุยกันสารพัดเรื่องราว เนื่องจากเราต่างเป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลทั้งสิ้น และยังเป็นชาวจีนแคะเหมือนกันอีกด้วย ต้นตระกูลของเธอนั้นอยู่ที่อำเภอเหมยเซี่ยน ส่วนต้นตระกูลข้าพเจ้าอยู่ที่ฟงซุ่นปั้นซานเค่อ ในวัยเด็กข้าพเจ้าได้เรียนภาษาจีนในระดับประถมหนึ่งถึงหกที่โรงเรียนจิ้นเต๋อกงเซี่ยวในกรุงเทพ ซึ่งก่อตั้งโดยชาวจีนแคะ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถพูดภาษาจีนแคะได้อยู่บ้าง การพูดคุยกับอาจารย์อมรสิริ เราจึงมักนิยมใช้ภาษาจีนแคะกัน ซึ่งบางครั้งเมื่อเราใช้ศัพท์ภาษาจีนแคะที่อาจแปลกๆเพี้ยนๆ เราก็จะรู้สึกขำจนอดหัวเราะไม่ได้ทุกครั้งไป และเนื่องจากพวกเราต่างก็มีความรู้ทางด้านภาษา ทำให้เรามักจะมีการศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างของภาษาจีนแคะทั้งสองตระกูลคือ ภาษาจีนแคะตระกูลเหมยเซี่ยนและภาษาจีนแคะตระกูลฟงซุ่น ในประเด็นต่างๆ เช่นเรื่องของการออกเสียง หรือรากศัพท์ต่างๆเป็นต้น
อาจารย์อมรสิริเคยไปศึกษาและใช้ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศษร่วมสิบปี จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากกลับจากฝรั่งเศส อาจารย์อมรสิริมีแนวความคิดซ้ายจัด การแต่งกายของอาจารย์อมรสิริดูดีมีสไตล์แบบตะวันตก มีความมุ่งมั่นในการทำงาน พูดจริงทำจริง มีความมั่นใจสูง เมื่อแรกที่ข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้จักกับอาจารย์อมรสิริ รู้สึกต้องระมัดระวังในการพูดจาเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อสนิทสนมกันมากขึ้น จึงรู้ว่าเธอเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นคนเรียบง่าย น่าคบ ตรงไปตรงมา ปากกับใจตรงกัน มีจิตใจดีงามและมีมารยาทดีเยี่ยม นั่นคือมีบุคลิกภาพแบบชาวตะวันออก นอกจากเธอจะแต่งตัวอย่างทันสมัยแล้ว ก็ยังไม่ทื้งบุคลิกของความเป็นลูกหลานชาวจีนที่มักจะใส่เครื่องประดับประเภททองคำอันสวยงานโดดเด่น เครื่องประดับทองคำของเธอทุกชิ้น ล้วนเป็นชิ้นงานที่มีความประณีตมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านทองทั่วไปในกรุงเทพมหานคร เพื่อนร่วมงานอย่างพวกเราต่างก็ชื่นชอบเครื่องประดับทองคำเหล่านี้มาก ต่อมาข้าพเจ้าจึงได้รู้ประวัติความเป็นมาของต้นตระกูลอาจารย์อมรสิริว่า ครอบครัวของเธอมีบรรพบุรุษเป็นช่างทองฝีมือเยี่ยม และที่บ้านเกิดของอาจารย์ก็เป็นร้านทองเก่าแก่ที่สืบทอดกันมากกว่าร้อยปีที่มีชื่อว่า “ต้นมะขามช่างทอง” แม้ชื่อร้านฟังดูแล้วอาจจะดูธรรมดาไปบ้าง แต่หากสืบค้นประวัติความเป็นมา ก็จะได้ข้อมูลว่า ที่มาของชื่อร้านทองนี้ไม่ธรรมดาเลย ซึ่งในบรรดาเพื่อนร่วมงานสาวๆ ที่เป็นนักจับจ่ายซื้อเครื่องประดับ ต่างก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของร้านทองเก่าแก่ร้านนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในยามว่าง พวกเราจึงมักจะชวนกันขับรถไปที่ร้านทองต้นมะขามซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดอ่างทอง เพื่อเลือกซื้อเครื่องประดับทองคำที่เป็นชิ้นงานที่สวยงามประณีตซึ่งหาซื้อไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว นอกจากนี้ในบางครั้งพวกเรายังสั่งทำเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่น ตุ้มหู แหวน เข็มกลัดกับ อาจารย์อมรสิริอีกด้วย
ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ในกลุ่มเพื่อนอาจารย์สาวของเรา จึงมีเครื่องประดับทองคำเก็บสะสมไว้มากมาย แม้ว่าในยามปรกติทั่วไปพวกเราแทบจะไม่ได้นำมาสวมใส่เลยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการสะสมของเก่าที่ล้ำค่า เพื่อเก็บไว้เป็นของที่ระลึกสำหรับลูกหลานต่อไป ในตอนที่หลานสาวจะแต่งงาน ข้าพเจ้าได้พาหลานสาวไปเลือกซื้อเครื่องประดับทองคำจากร้านของอาจารย์อมรสิริที่อ่างทอง เพื่อเป็นของขวัญแต่งงงาน และหวังว่าเธอจะเห็นคุณค่าและเก็บรักษาไว้ชั่วลูกหลานต่อไป
ข้าพเจ้ามีความคิดว่า อาจารย์อมรสิรินอกจากจะเป็นอาจารย์ที่มีความสามารถ มีบุคลิกงานสง่าแบบคนตะวันตกแล้ว เธอยังเป็นนักธุรกิจที่มีความสามารถไม่แพ้การสอนอีกด้วย ทั้งนี้อาจเพราะว่า บรรพบุรุษของเธอนั้นเป็นช่างตีทองและเปิดร้านทองค้าขายเครื่องประดับทองคำมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยมีหลักแหล่งอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งต่อมาลูกหลานก็ได้ขยายกิจการร้านทองมาถึงกรุงเทพฯ โดยมีหลากหลายสาขาทั่วกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ “ต้นมะขามช่างทอง”
อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์อมรสิริและข้าพเจ้าได้นั่งคุยกันในห้องทำงาน เธอพูดกับข้าพเจ้าว่า ตัวเธอศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศษเป็นเวลานาน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระแสความคิดยุคใหม่กับการปฏิวัติของฝรั่งเศษเป็นอย่างดี และมีความคิดโน้มเอียงชมชอบไปทางลัทธิสังคมนิยม และเธอเข้าใจดีว่า เหตุที่ประเทศจีนได้เดินไปในแนวทางสังคมนิยมนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันจีนกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเธอบอกว่าจีนได้เดินในแนวทางที่ถูกต้อง เพราะการที่รัฐบาลจีนสามารถทำให้ประชาชนกินอิ่มมีสุขและมีมาตรการที่ให้หลักประกันที่มั่งคงทางสังคมกับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอสนับสนุนอย่างยิ่ง เพียงแต่เธอเล่าว่า ในช่วงที่ประเทศจีนมีสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง ตลอดเรื่อยมาจนถึงช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ในช่วงเวลาหลายสิบปีนี้เองที่สังคมจีนตกอยู่ในห้วงของความระส่ำระสาย ประชาชนจีนต่างต้องรับชะตากรรมที่แสนโหดร้าย ซึ่งในจำนวนเหยื่อของภัยจากสงครามนี้ก็รวมถึงญาติพี่น้องต้นตระกูลของเธอด้วย ซึ่งญาติพี่น้องเหล่านี้ต้องประสบกับชะตากรรมที่แสนโหดร้ายมากมายจนเธอพูดว่า สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเงาดำและความมืดมัวที่ไม่สามารถจะลบเลือนให้หายจากจิตใจได้เลย
และเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้พรั้งพรูจากคำบอกเล่าของอาจารย์อมรสิริ
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คุณตาคุณยายของอาจารย์อมรสิริ ซึ่งเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในอำเภอเหมยเซี่ยน มณฑลกวางตุ้ง เมื่อคุณตาแต่งงานกับคุณยายแล้ว คุณตาก็ออกไปเผชิญโลกกว้างใหญ่เหมือนกับชายหนุ่มจีนในยุคนั้น เพื่อต้องการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ทุกข์ยากลำเค็ญ คุณตาต้องการที่จะแสวงหาโอกาสในที่ที่สามารถใช้แรงงานเพื่อแลกกับการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คุณตาจึงเดินทางจากบ้านเกิด โดยทิ้งให้ภรรยาสาวอยู่กับลูกน้อยอีกสี่คนเพียงลำพัง คุณตาขึ้นเรือโดยสารไปกับเรือเดินทางลำใหญ่ เรือโดยสารพาคุณตาข้ามห้วงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล จุดหมายปลายทางคือเกาะเมอริเชียส หลังเรือเดินทางมาเทียบท่ายังจุดหมายปลายทาง คุณตากับเพื่อนพ้องที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ต่างก็แยกย้ายไปตามหาญาติมิตรสหายที่เดินทางล่วงหน้ามาปักหลักอยู่ก่อน คุณตาได้อาศัยกับเพื่อนที่มาจากบ้านเกิดคนหนึ่ง และได้เริ่มฝึกฝนการตัดเย็บเสื้อผ้า หลังจากนั้นคุณตาก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะปีนังที่มาเลเซีย และเริ่มสร้างหลักปักฐานบนเกาะปีนัง แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย จนกระทั่ง คุณตาออกเดินทางต่อมายังประเทศไทย โดยมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพราวหนึ่งร้อยกิโลเมตร ซึ่งคราวนี้คุณตาไปสมัครเป็นลูกจ้างของร้านช่างทำทองแห่งหนึ่งในอ่างทอง และเริ่มต้นฝึกในการเป็นช่างตีทอง
คุณตาเป็นคนที่ฉลาดและรักการเรียนรู้ ประกอบกับเป็นคนที่มีฝีมือ ทำให้คุณตาสามารถเรียนรู้เทคนิคในการทำทองได้ในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นช่างทองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว เพราะชิ้นงานที่ผ่านมือของคุณตา ไม่ว่าจะเป็นนาก เงิน หรือทองคำ ล้วนแล้วแต่มีความประณีตสวยงานและทนทาน เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทั่วไป คุณตามีความมานะบากบั่น ก็ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบจนได้เงินก้อนหนึ่ง และต่อมาก็ซื้อกิจการร้านทองจากญาติที่มาอาศัยอยู่ด้วย จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งในที่สุดคุณตาก็ได้เป็นเถ้าแก่ร้านทอง และที่หน้าร้านทองแห่งนี้จะมีต้นมะขามอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งต้นมะขามนี้มีกิ่งก้านเขียวชอุ่มที่ช่วยให้ร่มเงาแก่ร้านทองยามแสงแดดแผดกล้า ทำให้ร้านทองของคุณตามีความร่มรื่นเย็นสบาย เหมาะกับการทำงานตีทองเป็นยิ่งนัก คนในละแวกนั้นมักจะพูดกันว่า หากจะซื้อเครื่อประดับทองคำ ก็ให้ไปซื้อกับช่างทองที่นั่งตีทองอยู่ใต้ต้นมะขาม รับรองจะต้องถูกใจ ด้วยเหตุนี้เอง ต่อมาคำเรียกที่ว่า “ช่างทองใต้ต้นมะขาม” จึงกลายเป็นคำเรียกเฉพาะ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นชื่อร้านทองของคุณตานั่นเอง และชิ้นงานเครื่องประดับทองคำผีมือของคุณตา ก็ได้กลายเป็นงานเครื่องทองที่ลูกค้าทุกคนต่างนิยมชมชอบอย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าในยุคนั้น เมื่อเอ่ยถึง “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” จะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเลยก็ว่าได้
คุณตาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แต่ดูสุภาพอ่อนโยน ผิวขาวผ่อง นัยน์ตาโด จมูกโด่ง เรียวหนวดบนริมฝีปากของคุณตายิ่งชวนหลงใหล คุณตาจึงดูคล้ายชาวตะวันตก จนคนในท้องถิ่นต่างเรียกคุณตาว่า “ฝรั่ง” ทุกวัน คุณตาจะยุ่งอยู่กับการทำงานตีทอง โดยจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อเครื่องประดับทองคำจากหน้าร้านอย่างคับคั่งล้นหลามไม่ขาดสาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นบรรดาคุณหญิงคุณนายทั้งหลาย มักจะล้อมหน้าล้อมหลังคุณตา เพื่อสั่งทำเครื่องประดับทองคำ และเมื่อลูกค้ามีงานมงคลต่างๆ ก็จะต้องมาสั่งทำเครื่องประดับชนิดต่างๆ จากคุณตา
ส่วนคุณยายที่ยังเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านเกิดในประเทศจีนเพียงลำพัง พยายามที่จะหาข่าวสารเกี่ยวกับคุณตาที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งก็ได้ข่าวกระเซ็นกระสายอยู่บ้าง แต่ก็เป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีที่มาที่ไปอย่างแน่ชัด จนคุณยายเริ่มกังวลใจ ในที่สุด คุณยายก็ได้ข่าวจากคนคุ้นเคยในหมู่บ้าน โดยเขาได้บอกเล่ากับคุณยายอย่างร้อนใจว่า “เธอควรจะต้องรีบไปสยามแล้วนะ มิฉนั้นสามีของเธออาจจะถูกผู้หญิงแถวนั้นแย่งไปแน่เลย” คุณยายจึงนิ่งเฉยรอคุณตาอยู่ที่บ้านไม่ได้อีกต่อไป คุณยายยอมทิ้งลูกตัวน้อยทั้งสี่ให้อยู่กันตามลำพังที่บ้าน แล้วคุณยายก็ออกเดินทางดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมาหาคุณตาที่สยาม
จะว่าไป คุณยายมีความขยันขันแข็งและมีความสามารถโดดเด่นกว่าคุณตาก็ว่าได้ เพราะคุณยายที่เดินทางมาถึงสยามไม่นาน แต่คุณยายก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทันที และยังเป็นผู้ช่วยที่ดีของคุณตาในการทำงานตีทองอีกด้วย สองคนตายายทำงานอย่างมุมานะบากบั่น แม้คุณยายจะมีรูปร่างผอมเพรียว แต่สีหน้าและแววตาคุณยายเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเข้มแข็งจริงจัง แม้คุณยายจะไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก แต่คุณยายก็สามารถจดจำข้อมูลเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างแม่นยำไม่เคยเลอะเลือน คุณยายเป็นผู้หญิงจีนแคะที่มีเอกลักษณ์ของจีนแคะเหมยเซี่ยนที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีความฉลาดหลักแหลม มีศักยภาพในการทำงานสูง มีความมานะอดทน ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี ช่วยเหลือเกื้อกูลสามีและเลี้ยงดูบุตรหลายอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะการช่วยงานตีทองของคุณตาที่หลังร้าน หรือการขายงานชิ้นทองที่หน้าร้าน คุณยายทำให้ที่เหล่านี้ได้อยางดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ตำหนิ
นอกจากนี้คุณยายยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณรอบๆบ้าน ทำการเพาะปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ เพื่อจะได้นำผลผลิตเหล่านี้มาเป็นอาหารภายในครอบครัว และหากมีเหลือก็ยังสามารถนำไปขายที่ตลาดอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือจุนเจือรายได้ในครอบครัวอีกทางหนึ่ง คุณยายเป็นผู้หญิงที่รักความสะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ เสื้อผ้าหน้าผมของคุณยายจะดูสวยงามเรียบง่าย คุณยายเกล้าผมอย่างสุภาพเรียบร้อย ไม่ดัดผมแต่งหน้า ใช้ชีวิตร่วมกับคุณตาอย่างมีความสุข เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คุณตากับคุณยายมีลูกที่เกิดที่ไทยเพิ่มขึ้นมาอีก 3 คน รวมกับลูกที่อยู่ที่บ้านเกิดอีก 4 คน จึงมีลูกทั้งหมด 7 คน ซึ่งเป็นลูกสาวทั้งหมด ความจริงคุณตาคุณยายก็ยังตั้งหน้าตั้งตา รอที่จะมีลูกชายสักคน ในที่สุดฟ้าก็เห็นใจ ได้ส่งลูกชายให้มาเป็นรางวัลแก่คุณตาคุณยาย 1 คน ครอบครัวคุณตาคุณยายจึงมี “เจ็ดดาวล้อมเดือนฉาย” สมกับสุภาษิตจีน
ผ่านมากว่า 20ปี ชื่อเสียงของร้าน “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” ได้กลายเป็นร้านทองชื่อเสียงโด่งดัง ที่ใครจะซื้อทองก็จะต้องมาเลือกซื้อที่ร้านคุณตาที่นี่เพียงที่เดียว แม้จะเป็นเพียงการซื้อตุ้มหู แหวนวงน้อย ทุกคนก็จะต้องเดินทางมาซื้อที่ร้านทองต้นมะขามเท่านั้น เพราะชิ้นงานที่มีคุณภาพโดดเด่น สวยงามไม่ซ้ำแบบใคร ทำให้ร้านทองของคุณตาจะคราคร่ำไปด้วยลูกค้าเช้าจรดเย็นทุกวัน
จบภาคแรก
.png)


ความคิดเห็น